วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

แลกเปลี่ยนเรียนรู้..........สู่การลงมือปฏิบัติจริง

แลกเปลี่ยนเรียนรู้..........สู่การลงมือปฏิบัติจริง
ทดลองทำกิจกกรมจิตศึกษาน้องอนุบาล 1 (โยคะ)
ครูเปิ้ลพาน้องอนุบาลทำโยคะ โดนเริ่มจากท่ายืน ท่าไหว้พระอาทิตย์ให้น้องอนุบาลถ่างขาออกเล็กน้อยแล้วค่อยๆกางแขนออกยกขึ้นเหนือศรีษะแล้วค่อยๆก้มลง แล้วนับ 1 ถึง 10 แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น  (ทำท่านี้ 5 ครั้ง)
ต่อไปท่าต้นไม้ ค่อยๆยกมือขึ้นเหนือศรีษะมือประกบกันค่อยๆเขย่งเท้าขึ้นยืนด้วยปลายเท้านับ 1-10 แล้ว (ทำท่านี้ 5 ครั้ง)
ท่าต่อไปท่าเก้าอี้ ถ่างขาออกเล็กน้อยแล้วชูแขนมาข้างหน้าแล้วย่อตัวนั่งเหมือนนั่งเก้าอี้ นับ 1-10 แล้วยืนขึ้น (ทำท่านี้ 5 ครั้ง)
จากนั้นนั่งลงทำท่าเต่า เอามือจับข้อเท้าตัวเองแล้วก้มศรีษะลงนับ 1-10 แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น (ทำท่านี้ 5 ครั้ง) ท่าต่อไปท่าจระเข้นอนอาบแดด นอนราบกับพื้นเอาศรีษะหนุนมือตัวเอง  เตรียมทำท่าตั๊กแตน นอนราบกับพื้นมือสองข้างแนบลำตัวยกแขนและขาขึ้นให้โก่งนับ 1-10 (ทำท่านี้ 5 ครั้ง) จากนั้นนอนท่าจระเข้อาบแดดอีกครั้ง แล้วเตรียมทำท่าธนูนอนราบกับพื้นมือสองข้างจับเท้าทั้งสองข้างแล้วดึงให้ตัวโก่งขึ้นแล้วปล่อยธนู คือปล่อยมือแล้วนอนพักท่าจระเข้
**ในการทำกิจกรรมต้องเสริมแรงบวกให้กำลังใจเด็กๆในการทำกิจกรรมทุกครั้ง**
สิ่งที่ดีแล้วในการทำกิจกรรมจิตศึกษา (โยคะ)
1.ท่าทีของครู น้ำเสียง สีหน้า การยิ้มแย้ม
2.การเสริมแรงให้กำลังใจเด็ก
สิ่งที่แนะนำเพิ่มเติมจากครูยิ้มและคณะครู
1.ทำกิจกรรมเร็วโยคะเป็นกิจกรรมที่กำหนดลมหายใจ ทำช้าๆจะดีมาก
2.การเก็บเด็กถ้ากิจกรรมดำเนินไปแล้วเด็กไม่ฟังให้หยุดก่อน
 
ครูพาน้องอนุบาลทำ Brain Gym พี่ตะปูและพี่ฆ้อน

ทดลองสอนภาษาไทย พี่ป.2 (สอนเกี่ยวกับคำราชาศัพท์) นิทาน เจ้าหญิงปุยฝ้ายกับเจ้าชายสายลม
1.ครูพูดคุยกับพี่ ป.2 เกี่ยวกับเรื่องของนิทานที่พี่ป.2 อ่านเมื่อวานนี้ ตัวละครมีอะไรบ้าง เหตุการณ์เป็นอย่างไร จากนั้นครูจึงโยนคำถามกับพี่ป.2ว่าพี่ๆอยากรู้ไหมว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร เจ้าชายจะไปไหน จากนั้นครูปิ้ลก็ให้เวลาพี่ป.2 อ่านในใจแบบไม่มีเสียงประมาณ 20 นาที เพื่อทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่อง แล้วพูดทำข้อตกลงกับพี่ๆว่าพี่ที่อ่านเสร็จแล้วจะนั่งตัวตรงมือวางไว้ที่ตักค่ะ เพื่อเป็นสัญญาณให้ครูเปิ้ลและเพื่อนๆเข้าใจ
2.หลังจากที่พี่ๆอ่านเสร็จครูเปิ้ลจึงถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่องต่อว่าเป็นยังไง ยกมือตอบทีละคน
3.ครูเปิ้ลถามพี่ว่าพี่เห็นคำไหนในนิทานเรื่องนี้บ้างค่ะ คำไหนที่พี่ไม่เข้าใจความหมายเลยหรือไม่เคยรู้จักมาก่อน แล้วพี่ป.2 ก็ตอบมา มีดังนี เสด็จ พระองค์ พระทัย พระบาท ตรัสเป็นต้น
4.ครูเปิ้ลจึงอธิบายกับพี่ๆว่า พี่ๆรู้จักคำนี้ไหม คำราชาศัพท์มีพี่มายด์แพร ตอบว่า คือคำที่ใช้กับพระราชา เยี่ยมมากค่ะ ขอบคุณพี่มายด์แพรค่ะ ใช่แล้วค่ะเป็นคำเฉพาะที่ใช้ในเชื้อพระวงษ์ พระมหากษัตริย์เท่านั้น อย่างเราๆใช้ไม่ได้ค่ะ พี่ป.2 เก่งมากเลยค่ะ
5. จากนั้นครูเปิ้ลพูดกับพี่ป.2 ว่าครูเปิ้ลมีอะไรให้พี่ช่วย ช่วยครูเปิ้ลหาคำราชาศัพท์ในนิทานเรื่องนี้หน่อยว่ามีกี่คำ อะไรบ้าง แล้วให้พี่ช่วยหาความหมายของคำนั้น พร้อมวาดภาพประกอบ (พี่ๆป.2 ให้ความร่วมมือดีค่ะเป็นครั้งแรกที่สอนถือว่าดีในระดับหนึ่งค่ะ พอใจค่ะ)
**คำไหนที่พี่ๆไม่เข้าใจให้กลับไปอ่านดูข้อความนั้นเพราะคำแต่ละคำมันมีความหมายของมันเอง**
คำราชาศัพท์
ความหมาย
วาดภาพประกอบ










สิ่งที่ทำดีแล้วในการทดลองสอนภาษาไทย
1.ท่าทีของครู น้ำเสียง คำพูด
2.ขั้นตอนการสอน การเตรียมการสอน
สิ่งที่แนะนำเพิ่มเติมจากครูยิ้มและคณะครู
1.เทคนิคการเก็บเด็ก
2.การให้เด็กในห้องมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้
 นั่งรอพี่ๆป.2อ่านนิทานต่อให้จบ พี่ป.2ตั้งใจมากเลยค่ะ
พี่ๆดูตั้งใจมากเลยค่ะ


กิจกรรมปั่นจักยานลดโลกร้อน

กิจกรรมปั่นจักยานลดโลกร้อน
ของ นักเรียนชั้นอนุบาล 1- 2 คณะครูและผู้ปกครอง
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์
วันที่ 8 มีนาคม 2556
            วัตถุประสงค์ ที่จัดกิจกรรมปั่นจักรยานลดโลกร้อน เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน PBL ระดับชั้นอนุบาล ซึ่ง Quarter ที่ 4 เด็กๆได้เรียนเรื่อง จักรยาน และได้คิดหากิจกรรมดีๆที่สร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ดีมากช่วยลดโลกร้อนโดยการปั่นจักรยาน เป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองมีส่วนร่วม
            ในวันที่ 8 มีนาคม 2556 คณะครู นักเรียนอนุบาลและผู้ปกครอง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานลดโลกร้อน โดยมีเส้นทางการปั่นจักรยานจากสถานีตำรวจลำปลายมาศถึงห้องสมุดรถไฟลำปลายมาศ
*** กิจกรรมครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี ต้องขอขอบคุณคณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่ขาดไม่ได้คือ ท่านผู้กำกับ สภ.ลำปลายมาศ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยตลอดการดำเนินกิจกรรม คณะครูและเจ้าหน้าที่ห้องสมุดรถไฟ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ห้องสมุดและดูแลอาหารว่างให้แก่เด็กๆค่ะ ทริปนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความรู้ เด็กๆมีความอดทนมากเลยค่ะในการปั่นจักรยานมาถึงจุดหมาย ถึงแม้ว่าวันนั้นแดดจะร้อนมาก แต่เด็กๆก็สู้ๆค่ะ***
"ความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม: รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมากเห็นความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเป็นภาพที่น่ารักมากเลยค่ะและสนุกมากค่ะ เด็กๆน่ารัก ไม่มีบ่นว่าเหนื่อยเลยค่ะ เห็นรอยยิ้มของเด็กๆที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข มีความสุขมากเลยค่ะ หายเหนื่อยเลย " (ครูเปิ้ล)
 ผู้กำกับ สภ.ลำปลายมาศกล่าวต้อนรับและเปิดงาน ปั่นจักรยานลดโลกร้อน
น้องโปเต้ สู้ๆๆครับพร้อมปั่นแล้วครับ !!
เด็กๆอนุบาลมุ่งหน้าไปห้องสมุดรถไฟ ที่สถานีรถไฟลำปลายมาศ
เด็กๆเยี่ยมชมดูห้องสมุดรถไฟกันค่ะ ตื่นเต้นกันใหญ่เลย  ครูก็ตื่นเต้นเหมือนกัน !!
ถ่ายรูปรวม 1 2 3 แชะ  น่ารักมากเลยค่ะ........




กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ( ชุมนุม )

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน   ( ชุมนุม )
    ชุมนุมเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน  มีความรู้ความเข้าใจ  และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนในการเสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์  และการเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญา  สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีในตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข  และเป็นผู้ที่มีคุณธรรม  จริยธรรม  ในการดำรงชีวิต  มีระเบียบวินัย  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น  และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์   และเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 
  • กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
    • กิจกรรมชุมนุม เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ตามความถนัดของตนเอง ซึ่งจะรองรับแววอัจฉริยะทั้ง 10 ด้าน ดังนี้ แววนักคิด , แววนักวิชาการ , แววสร้างสรรค์ ,แววนักวิทยาศาสตร์ , แววนักคณิตศาสตร์ , แววผู้นำ , แววนักภาษา , แววนักกีฬา , แววนักดนตรี , แววศิลปิน ซึ่งในปีการศึกษา 2550 ช่วงชั้นที่ 1 มีชุมนุม ดังนี้
    • ชุมนุมคณิตศาสตร์
    • ชุมนุมภาษาอังกฤษ
    • ชุมนุมกิจกรรมเคลื่อนไหวเข้าจังหวะ
    • ชุมนุมศิลปะ
    • ช่วงชั้นที่  2  มี ชุมนุม  ดังนี้
    • ชุมนุมศิลปะ
    • ชุมนุมบ้านขนม
    • ชุมนุมงานฝีมือ
    • ชุมนุมวิทย์ - คณิต
    • ชุมนุมเทคโนโลยีสารสนเทศ
    • ชุมนุมนักประดิษฐ์

     

PLC ร่วมกับคณะครูโรงเรียนท่าขอนยาง จ.มหาสารคาม

PLC ร่วมกับคณะครูโรงเรียนท่าขอนยาง จ.มหาสารคาม

Professional Learning Community (PLC) ร่วมสร้างชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ในวันที่ 13 ก.พ. 2556
PLC เป็นการเปิดวงสนทนาที่มีจุดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆซึ่งกันและกัน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งให้ทุกคนได้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็น เชิญชวนให้คนในวงได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกัน โดยยึดหลักว่าผู้เปิดวงต้องเป็นผู้ฟังให้มาก แล้วมีผู้คอยจดบันทึกเรื่องหลักๆ เพื่อสรุป
PLC คือการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ต้องมีพิธีใดๆให้มากมาย สถานที่ประชุมก็ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะเก้าอี้ เพียงแค่เรามานั่งล้อมวงเป็นวงกลม นั่งในท่าที่สบายๆ แล้วพูดคุยกัน บรรยากาศก็จะเป็นกันเอง ไม่เกร็ง ไม่กดดัน ความคิดก็จะไหลลื่น กล้าที่แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ สร้างความคุ้นเคยกัน ได้รับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วย
กิจกรรม PLC เราได้เข้าร่วมกับคณะครูจากโรงเรียนท่าขอนยาง
เปิดวง PLC กับคณะครูโรงเรียนท่าขอนยาง ในเรื่อง "ท่านได้อะไรหรือประทับใจอะไรในการมาศึกษาดูงานที่นี้" ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป โดยหลักๆ ก็จะประทับใจใน
- ตัวคุณครูที่ลำปลายมาศอยู่กับเด็กตลอดเวลาใจเย็น ใจดี สุภาพอ่อนโยน มีความอดทนสูง
- สถานที่กว้างใหญ่ ร่มรื่นบรรยากาศเหมือนรีสอร์ท  บรรยากาศในห้องเรียนและบริเวณโรงเรียนเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก อาคารเรียนห้องน้ำสะอาดถูกสุขอนามัยจัดสถานที่ได้เหมาะสม
- เด็กๆ น่ารัก รู้จักกล่าวทักทายคุณครูผู้ใหญ่ใจดี รู้หน้าที่ตนเอง รับผิดชอบตนเองได้ และรู้เวลา
- กระบวนการเรียน วิถีการเรียนรู้ แนวทางการนำไปปรับใช้ ปัญหาอุปสรรค

ครูอ้อนเปิดวงแลกเลี่ยนเรียนรู (PLC)กับคณะครูบ้านท่าขอนยาง จังหวัดมหาสารคาม
บรรยากาศการแลกเปี่ยนเรีนรู้

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

" กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน.....น้องอนุบาล "

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ณ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
น้องอนุบาล Q.4 เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต Toppic " ของเล่นของใช้ " จึงมีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านขึ้น ในวันนั้นน้องๆอนุบาลจะแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้าน ผู้ปกครองและคุณครูก็แต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านเช่นเดียวกัน โดยในวันนั้นจะแบ่งเป็นฐาน 3 ฐาน แต่ละฐานมีผู้ปกครองประจำฐานพาเด็กทำกิจกรรมเด็กๆสนุกสนานมากเลยค่ะ ไม่น่าเชื่อ! เป็นกิจกรรมที่จัดครั้งแรกเห็นความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียนเป็นบรรยากาศที่ย้อนยุคเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเด็กๆ  ครูเปิ้ลเลยแอบไปเก็บภาพมาฝากค่ะ............
1. ฐานแม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน  กินน้ำบ่อโศก    โยกไปโยกมา
           แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน  กินน้ำหิน           บินไปบินมา
           แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน  กินน้ำบ่อทราย  ย้ายไปย้ายมา
           กินหัวหรือกินหาง................................. กินกลางตลอดตัว


2. มอญช่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไปโน่นไปนี่ฉันจะตีก้นเธอ !
3.ม้าก้านกล้วย แข่งขันวิ่งม้าก้านกล้วย  คุณพ่อพี่หว่าหว๋าสัมภาษณ์ชื่อม้าก่อนค่ะ ?เตรียมพร้อม.................ไป


วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จิตศึกษาพัฒนาสมอง

ชื่อกิจกรรม    “ แล่นกับพี่ไม้ตะเกียบ (ต่อตึก)”
เป้าหมาย         ฝึกสมาธิและการจดจ่อ
สื่อ                   ไม้ตะเกียบ
ขั้นตอนการทำกิจกรรม
1.ครูและเด็กๆนั่งเป็นวงกลม ครูพูดขอบคุณเด็กๆที่น่ารักและดูแลตัวเองได้
2.พาเด็กทำ Brin Gym กรรไกรไข่ผ้าไหมแบมีเสียง 1 รอบ แบบไม่มีเสียง 1 รอบ (เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสู่กิจกรรม)
3.ครูนำไม้ตะเกียบ 1 อัน มาให้เด็กๆสังเกต และถามเด็กๆว่า เด็กๆเห็นอะไรค่ะ มีลักษณะอย่างไร?
4.จากนั้นครูถามเด็กๆว่า" เด็กๆคิดว่าไม้สามารถเป็นอะไรได้บ้างให้เด็กๆตอบทีละคนจนครบทุกคน แล้วถามต่อว่า "ไม้ไม่สามารถเป็นอะไรได้" เด็กๆตอบทีละคน
5.หลังจากนี้ครูบอกเด็กๆว่าวันนี้เด็กๆน่ารักมากค่ะ ครูมีไม้ตะเกียบวิเศษมาให้เด็กๆที่น่ารัก คนละ 2 อัน โดยเราจะส่งต่อไปทีละคน คนที่รับจะต้องไหว้ขอบคุณเพื่อนสวยๆทุกครั้ง คนรับก็ต้องไหว้ขอบคุณทุกครั้งเหมือนกันค่ะ จากนั้นครูหยิบไม้ตะเกียบ 2 อัน แล้วยื่นให้เด็กคนแรกจนถึงคนสุดท้าย ครูพูดด้วยว่าเด็กที่น่ารักเมื่อเขาได้ตะเกียบแล้วเขาจะวางไม้ตะเกียบไว้ตรงหน้าค่ะ ครูชมเด็กๆน่ารักมากเลยค่ะ
6.ต่อไปเราจะช่วยกันนำไม้ตะเกียบวิเศษไปวางต่อกันเป็นตึก ตรงกลางวงกลม โดยที่เราจะทำอย่างไรไม่ให้ตึกล้ม? ครุเป็นคนแรกที่นำไม้ตะเกียบวิเศษไปวางตรงกลางวงกลม และเด็กๆคนต่อไปเรื่อยๆๆจนถึงคนสุดท้าย
7.ครูพูดขณะที่เด็กๆกำลังก่อตึก เด็กๆที่นั่งอยู่ข้างนอกวงกลมต้องช่วยกันส่งกำลังใจให้กับเพื่อนที่กำลังก่อตึก เพราะเพื่อนต้องการสมาธิค่ะ
8.หลังจากที่เด็กๆช่วยกันก่อตึกจนถึงคนสุดท้ายแล้ว ครูถามเด็กๆว่า เด็กๆเห็นอะไร ?  (ครูให้กำลังใจเด็ก เสริมแรงให้เขา เด็กๆทุกคนน่ารักมากเลยค่ะ
8.จากนั้นครูย้อนถามว่า จากที่เราได้ทำกิจกรรมจนสำเร็จ เด็กๆคิดว่าเป็นเพราะอะไร?
จากนั้นครูก็เสริมแรงเด็กอีกครั้งเด็กๆยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ เด็กๆทุกคนช่วยกันปรบมือแบบไม่มีเสียง 1 รอบค่ะ วันนี้เด็กๆทุกคนน่ารักมากเลยค่ะ

**เด็กๆรอเรียนวิชาต่อไปค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เดินทางไกล.....บทพิสูจน์ความอดทน

วันศุกร์  ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ณ โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
วันนี้ครูเปิ้ลขอพิสูจน์ตัวเองมาเดินทางไกลกับพี่ๆชั้น ป.4 และ ป.3 ระยะทางการเดินไปกลับประมาณ 10 กิโลเมตร และจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่สะพานลำน้ำมาศบ้านหนองกระทุ่ม  โดยการเดินทางครั้งนี้เราได้ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการเดินทางร่วมกับเด็กๆด้วยค่ะ กลุ่มละ 3 คน โดยไม่ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกตังเอง ก่อนเดินทางแต่ละกลุ่มจะมีเพลงและท่าเต้นประจำกลุ่ม ที่จะแสดงให้เพื่อนๆกลุ่มอื่นได้ดูกันอย่างสนุกสนานค่ะ
การเดินทางเริ่มแล้วค่ะ
เราออกเดินทางจากโรงเดินไปทางด้านหลังของโรงเรียนเดินไปเรื่อยเรื่อยๆ ครูเปิ้ลเดินมากับกลุ่ม ชื่อกลุ่มสาบเสือ  โดยมีคูณครูแดงเป็นครูประจำกลุ่ม ครูเมย์  และมีผู้ปกครอง คุณพ่อพี่ออสตินและคุณแม่พี่เพลงค่ะ  การเดินทางครั้งนี้สนุกๆมากๆเลยค่ะ เราได้เห็นการช่วยเหลือกันในกลุ่ม  มีพี่ไอดิน เท้าเพลงโชคดีหน่อยค่ะที่ได้คุณหมอแม่พี่เพลงปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่งั้นแย่เลยค่ะ แล้วเพื่อนๆในกลุ่มก็ช่วยกันพยุงพี่ไอดินตลอดค่ะ เป็นภาพที่น่ารักมาก  ได้ประสบการณ์ในการหลงป่าครูผู้ปกครอง และเด็กๆได้ช่วยกันวางแผนเส้นทางการเดินใหม่ ลองผิดลองถูก มีเสียงบ่นบ้างตามประสา เพราะเหนื่อยมากค่ะ แต่เด็กๆก็มีความสุข และถามครูแดงตลอดทางเมื่อไหร่จะถึง  เดินไปเรื่อยๆก็มาถึงสะพานแล้วเราก็เดินข้ามไปไปเห็นกลุ่มที่ 1,3 มาถึงก่อนแล้ว แล้วที่นั่นก็มีผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่งมารอ ทำกับข้าว ส้มตำ เป็นกับข้าวมื้อที่อร่อยมากๆเลยค่ะ ทั้งต้มตำ หมูทอด ปลาร้าบอง ปิ้งไก่ย่าง และส้มจี๊ดจากผู้ปกครอง หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็พักเอาแรงใต้ร่มไม้เย็นมากเลยค่ะ หลับได้งีบหนึ่งค่ะ แล้วก็เดินทางกลับโดยเดินกลับเส้นทางถนนเส้นเล็กๆหลังบ้านครูยิ้มเป็นถนนที่ทอดยาวไปเรื่อยๆจนถึงหลังโรงเรียนค่ะ





ทำไมต้องเดินทางไกล
ปัจจุบันนี้พ่อแม่เลี้ยงลูกสบาย  ไม่รู้จักความลำบาก พ่อแม่ทำให้ทุกอย่าง อยากได้อะไรก็ได้  การเดินทางไกลจึงเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดจำกัดของความอดทน การเผชิญกับความเหนื่อย การช่วยเหลือ สามัคคี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและธรรมชาติ
ทำเพื่ออะไร......จุดม่งหมายคืออะไร
เพื่อฝึกความอดทน  รู้จักความเหนื่อยความยากลำบาก การช่วยเหลือ ความสามัคคี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและธรรมชาติ

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

นิทาน

นิทานคืออะไร 
ทำไมเด็กจึงชอบนิทาน คุณเคยสังเกตไหมคะ เวลาที่บอกเด็กๆว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เด็กจะดีใจมาก และรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องที่ฟัง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนิทานคือเรื่องเล่าที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การสั่งสอนอย่างสนุกและไม่ให้เด็กรู้สึกว่าถูกสอน
นิทาน 
คือเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา มุ่งให้เห็นความบันเทิงแทรก แนวคิด คติสอนใจ จนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ อย่างหนึ่ง นิทานเป็นอาหารทางใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ นิทานเป็นแหล่งรวบรวมจินตนาการและความฝัน นิทานเป็นทางออกทางใจของมนุษย์ ทำให้มีความสุขและช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจได้ อาจเรียกนิทาน พื้นบ้าน นิทานพื้นเมือง นิทานชาวบ้าน เป็นต้น นิทานเป็นเรื่องที่เล่ากันสืบต่อ ๆ มา ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง
 เทคนิคการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
     เมื่อเลือกนิทานหรือเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จำเป็นต้องทำให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่าด้วย การเล่านิทานที่นิยมมี 2 วิธี ดังนี้
 1. การเล่าเรื่องปากเปล่า  : เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วยน้ำเสียงและลีลาของผู้เล่าเอง
 2. การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย คือการเล่าที่มีอุปกรณ์ประกอบการเล่า เช่น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเช่น สัตว์ พืช , วัสดุเหลือใช้เช่น กล่องกระดาษ กิ่งไม้,ภาพ เช่นภาพพลิก หรือภาพแผ่นเดียว ,หุ่นจำลอง ทำเป็นละครหุ่นมือ, หน้ากากทำเป็นรูปละคร ,นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง







วิธีการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
•  ครูนำหนังสือนิทานมาให้เด็กดูแล้วใช้คำถาม  เด็กๆเห็นอะไรบ้างค่ะ  เด็กที่น่ารักเขาจะยกมือขึ้นก่อนตอบค่ะ จากนั้นครูอ่านชื่อเรื่อง ผู้แต่ง เรื่องราว ผู้เขียนภาพ เป็นต้น  การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่า ควรดึงดูดความสนใจเด็ก โดยค่อยเริ่มเล่าด้วยเสียงชัดเจน ลีลาของการเล่าช้าๆ และเริ่มเร็วขึ้น จนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ
เสียงที่ใช้ควรชัดเจน และเป็นประโยคสั้นๆได้ใจความ การเล่าดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่านิทานให้นาน จะทำให้เด็กเบื่อ ครูอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องในนิทานถามเด็กบ้าง เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและสนุก 
การใช้น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร ไม่ควรพูดเนือยๆ เรื่อยๆ เพราะทำให้ขาดความตื่นเต้น เด็กจะเบื่อและไม่สนใจที่ครูเล่า
การเล่าให้เด็กหลายคนฟัง อาจจะนั่งเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสายตาเด็ก
ใช้เวลาในการเล่าไม่ควรเกิน 15 นาที เพราะเด็กมีความสนใจในช่วงเวลาสั้น
ให้โอกาสเด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น หรือให้เด็กช่วยการแต่งตอนจบของนิทานใหม่ตามจินตนาการที่เด็กๆอยากให้เป็น (ถ้าเด็กๆอยากแต่งตอนจบของนิทานใหม่เด็กๆอยากให้ตอนจบเป็นอย่างไร เพราะอะะไร ? ) หรือให้เด็กวาดภาพสิ่งที่ชอบจากเรื่องถ่ายทอดลงกระดาษ
  ประโยชน์ของนิทานเด็กๆได้อะไรจากการฟังนิทาน
1.นิทานช่วยเสริมปัญญาเด็ก
 ในขณะครูหรือที่พ่อแม่เล่านิทาน บรรยากาศขณะเล่านิทานที่เกิดขึ้นเป็นบรรยากาศแห่งความสุขของทุกคน เป็นบรรยากาศแห่งความรัก  ความอบอุ่น สร้างความผูกพันมั่นใจ เชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะเสริมปัญญาเด็กได้อย่างดี
 2. นิทานช่วยปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างถามและช่างสังเกต
         นิทานช่วยให้เด็กเป็นเด็กกล้าถาม เด็กจะมีความมั่นใจ ฉลาด แสดงความคิดเห็นถูกจังหวะ เรียกว่ามีความฉลาดทั้งทางปัญญา( IQ)และฉลาดทางอารมณ์ ( EQ)ด้วย  
 3. นิทานทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็ว
         การเล่านิทานเปรียบเสมือนการสอนภาษาไปในตัว เด็กจะได้ยินได้ฟังรูปประโยค การใช้ภาษา ทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนนั้นๆ
 4. นิทานทำให้เด็กจับประเด็นเก่ง วิเคราะห์เก่ง
         การเล่านิทานให้เด็กฟัง เล่าซ้ำๆเด็กจะจำได้ทั้งเรื่อง เด็กจะมองภาพรวมของเรื่อง ทำให้เด็กรู้จักจับประเด็น ย่อความเป็น รู้จักมองสรรพสิ่งเป็นระบบ เข้าใจเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
 5. นิทานสร้างให้เด็กมีจินตนาการ
            ในขณะเล่านิทานนั้น น้ำเสียงที่เล่าเรื่องนั้นจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพ จินตนาการยิ่งใหญ่กว่าความรู้ จินตนาการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆใหม่ๆเกิดขึ้นในโลกของเรานี้ การเล่านิทานบ่อยๆ มากๆเรื่องจึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อมๆกับการรับรู้ถึงความใหม่ที่ลูกยังไม่เคยรู้มาก่อน
6. นิทานช่วยสร้างคุณธรรมแก่เด็กได้ง่าย
          นิทานแต่งขึ้นเพื่อสอดแทรกคุณธรรม ทักษะชีวิต หรือข้อคิดต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้รับฟังได้ตระหนักรับรู้ คุณธรรมทั้งหลายที่ลูกได้ฟังตั้งแต่ปฐมวัยจะจำฝังแน่นอยู่ในตัวเด็กและนำไปใช้ในวัยรุ่น 
7. นิทานช่วยสร้างสมาธิให้เด็ก
          ช่วงของการเล่านิทาน เด็กมักจะฟังนิทานอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งเล่านิทานที่เหมาะกับของเด็ก เด็กจะเข้าใจและอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และนี่เป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กอีกวิธีหนึ่ง 

8. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีความรู้ ความฉลาดทางอารมณ์
         เมื่อเด็กๆชอบฟังนิทาน ก็จะหาวิธีปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ฟังนิทานบ่อยๆ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีวิธีการพัฒนาปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 
 9. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีนิสัยรักการอ่าน
         การเล่านิทานหรืออ่านนิทานให้เด็กฟังบ่อยๆ จะเป็นการช่วยปลูกฝังนิสัยรักการเรียนรู้ของเด็กทุกมิติ เด็กจะเป็นคนรักการอ่านหนังสือ อ่านหนังสือได้ไว มีสมาธิ
หลักเกณฑ์ในการเลือกนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
       1.  รูปเล่มขนาดพอดีที่เด็กจับอ่านได้
       2.  สีสดใส แต่ไม่ร้อนแรง
       3.  ตัวหนังสือโตพอสมควรและแบบมาตรฐาน
       4.  รูปเหมือนจริงไม่เลอะ
       5.  มีที่พักสายตา ช่องว่าง
       6.  ภาษาเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
หมายเหตุ ** การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจนสามารถสอดแทรกเข้าได้ทุกกิจกรรมตามความเหมาะสม อาจเป็นเรื่องเล่า หรือนิทาน ก็ได้
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ที่โรงเรียนบ้านขุมคำ
         การเล่านิทานที่ใช้น้ำเสียงตามตัวละคร  มีน้ำเสียงที่น่าฟัง เด็กๆสนใจและตื่นเต้นตามเนื้อเรื่องที่ครูเล่าการใช้คำถามที่กระตุ้นความคิดและจินตนาการของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น หรือให้เด็กช่วยการแต่งตอนจบของนิทานใหม่ตามจินตนาการที่เด็กๆอยากให้เป็น (ถ้าเด็กๆอยากแต่งตอนจบของนิทานใหม่เด็กๆอยากให้ตอนจบเป็นอย่างไร เพราะอะไร ? ) หรือให้เด็กวาดภาพสิ่งที่ชอบจากเรื่องถ่ายทอดลงกระดาษตกแต่งให้สวยงามมันก็จะเป็นเรื่องราวที่เด็กถ่ายทอดออกมาจากการฟังครูเล่านิทาน