วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

นิทาน

นิทานคืออะไร 
ทำไมเด็กจึงชอบนิทาน คุณเคยสังเกตไหมคะ เวลาที่บอกเด็กๆว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เด็กจะดีใจมาก และรู้สึกตื่นเต้นไปกับเรื่องที่ฟัง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนิทานคือเรื่องเล่าที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การสั่งสอนอย่างสนุกและไม่ให้เด็กรู้สึกว่าถูกสอน
นิทาน 
คือเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา มุ่งให้เห็นความบันเทิงแทรก แนวคิด คติสอนใจ จนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ อย่างหนึ่ง นิทานเป็นอาหารทางใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ นิทานเป็นแหล่งรวบรวมจินตนาการและความฝัน นิทานเป็นทางออกทางใจของมนุษย์ ทำให้มีความสุขและช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจได้ อาจเรียกนิทาน พื้นบ้าน นิทานพื้นเมือง นิทานชาวบ้าน เป็นต้น นิทานเป็นเรื่องที่เล่ากันสืบต่อ ๆ มา ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง
 เทคนิคการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
     เมื่อเลือกนิทานหรือเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จำเป็นต้องทำให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่าด้วย การเล่านิทานที่นิยมมี 2 วิธี ดังนี้
 1. การเล่าเรื่องปากเปล่า  : เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วยน้ำเสียงและลีลาของผู้เล่าเอง
 2. การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย คือการเล่าที่มีอุปกรณ์ประกอบการเล่า เช่น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเช่น สัตว์ พืช , วัสดุเหลือใช้เช่น กล่องกระดาษ กิ่งไม้,ภาพ เช่นภาพพลิก หรือภาพแผ่นเดียว ,หุ่นจำลอง ทำเป็นละครหุ่นมือ, หน้ากากทำเป็นรูปละคร ,นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง







วิธีการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
•  ครูนำหนังสือนิทานมาให้เด็กดูแล้วใช้คำถาม  เด็กๆเห็นอะไรบ้างค่ะ  เด็กที่น่ารักเขาจะยกมือขึ้นก่อนตอบค่ะ จากนั้นครูอ่านชื่อเรื่อง ผู้แต่ง เรื่องราว ผู้เขียนภาพ เป็นต้น  การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่า ควรดึงดูดความสนใจเด็ก โดยค่อยเริ่มเล่าด้วยเสียงชัดเจน ลีลาของการเล่าช้าๆ และเริ่มเร็วขึ้น จนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ
เสียงที่ใช้ควรชัดเจน และเป็นประโยคสั้นๆได้ใจความ การเล่าดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่านิทานให้นาน จะทำให้เด็กเบื่อ ครูอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องในนิทานถามเด็กบ้าง เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมและสนุก 
การใช้น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร ไม่ควรพูดเนือยๆ เรื่อยๆ เพราะทำให้ขาดความตื่นเต้น เด็กจะเบื่อและไม่สนใจที่ครูเล่า
การเล่าให้เด็กหลายคนฟัง อาจจะนั่งเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสายตาเด็ก
ใช้เวลาในการเล่าไม่ควรเกิน 15 นาที เพราะเด็กมีความสนใจในช่วงเวลาสั้น
ให้โอกาสเด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น หรือให้เด็กช่วยการแต่งตอนจบของนิทานใหม่ตามจินตนาการที่เด็กๆอยากให้เป็น (ถ้าเด็กๆอยากแต่งตอนจบของนิทานใหม่เด็กๆอยากให้ตอนจบเป็นอย่างไร เพราะอะะไร ? ) หรือให้เด็กวาดภาพสิ่งที่ชอบจากเรื่องถ่ายทอดลงกระดาษ
  ประโยชน์ของนิทานเด็กๆได้อะไรจากการฟังนิทาน
1.นิทานช่วยเสริมปัญญาเด็ก
 ในขณะครูหรือที่พ่อแม่เล่านิทาน บรรยากาศขณะเล่านิทานที่เกิดขึ้นเป็นบรรยากาศแห่งความสุขของทุกคน เป็นบรรยากาศแห่งความรัก  ความอบอุ่น สร้างความผูกพันมั่นใจ เชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะเสริมปัญญาเด็กได้อย่างดี
 2. นิทานช่วยปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างถามและช่างสังเกต
         นิทานช่วยให้เด็กเป็นเด็กกล้าถาม เด็กจะมีความมั่นใจ ฉลาด แสดงความคิดเห็นถูกจังหวะ เรียกว่ามีความฉลาดทั้งทางปัญญา( IQ)และฉลาดทางอารมณ์ ( EQ)ด้วย  
 3. นิทานทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็ว
         การเล่านิทานเปรียบเสมือนการสอนภาษาไปในตัว เด็กจะได้ยินได้ฟังรูปประโยค การใช้ภาษา ทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนนั้นๆ
 4. นิทานทำให้เด็กจับประเด็นเก่ง วิเคราะห์เก่ง
         การเล่านิทานให้เด็กฟัง เล่าซ้ำๆเด็กจะจำได้ทั้งเรื่อง เด็กจะมองภาพรวมของเรื่อง ทำให้เด็กรู้จักจับประเด็น ย่อความเป็น รู้จักมองสรรพสิ่งเป็นระบบ เข้าใจเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
 5. นิทานสร้างให้เด็กมีจินตนาการ
            ในขณะเล่านิทานนั้น น้ำเสียงที่เล่าเรื่องนั้นจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพ จินตนาการยิ่งใหญ่กว่าความรู้ จินตนาการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆใหม่ๆเกิดขึ้นในโลกของเรานี้ การเล่านิทานบ่อยๆ มากๆเรื่องจึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อมๆกับการรับรู้ถึงความใหม่ที่ลูกยังไม่เคยรู้มาก่อน
6. นิทานช่วยสร้างคุณธรรมแก่เด็กได้ง่าย
          นิทานแต่งขึ้นเพื่อสอดแทรกคุณธรรม ทักษะชีวิต หรือข้อคิดต่างๆ เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้รับฟังได้ตระหนักรับรู้ คุณธรรมทั้งหลายที่ลูกได้ฟังตั้งแต่ปฐมวัยจะจำฝังแน่นอยู่ในตัวเด็กและนำไปใช้ในวัยรุ่น 
7. นิทานช่วยสร้างสมาธิให้เด็ก
          ช่วงของการเล่านิทาน เด็กมักจะฟังนิทานอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งเล่านิทานที่เหมาะกับของเด็ก เด็กจะเข้าใจและอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และนี่เป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กอีกวิธีหนึ่ง 

8. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีความรู้ ความฉลาดทางอารมณ์
         เมื่อเด็กๆชอบฟังนิทาน ก็จะหาวิธีปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ฟังนิทานบ่อยๆ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กมีวิธีการพัฒนาปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 
 9. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีนิสัยรักการอ่าน
         การเล่านิทานหรืออ่านนิทานให้เด็กฟังบ่อยๆ จะเป็นการช่วยปลูกฝังนิสัยรักการเรียนรู้ของเด็กทุกมิติ เด็กจะเป็นคนรักการอ่านหนังสือ อ่านหนังสือได้ไว มีสมาธิ
หลักเกณฑ์ในการเลือกนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย
       1.  รูปเล่มขนาดพอดีที่เด็กจับอ่านได้
       2.  สีสดใส แต่ไม่ร้อนแรง
       3.  ตัวหนังสือโตพอสมควรและแบบมาตรฐาน
       4.  รูปเหมือนจริงไม่เลอะ
       5.  มีที่พักสายตา ช่องว่าง
       6.  ภาษาเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
หมายเหตุ ** การเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจนสามารถสอดแทรกเข้าได้ทุกกิจกรรมตามความเหมาะสม อาจเป็นเรื่องเล่า หรือนิทาน ก็ได้
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้ที่โรงเรียนบ้านขุมคำ
         การเล่านิทานที่ใช้น้ำเสียงตามตัวละคร  มีน้ำเสียงที่น่าฟัง เด็กๆสนใจและตื่นเต้นตามเนื้อเรื่องที่ครูเล่าการใช้คำถามที่กระตุ้นความคิดและจินตนาการของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กซักถาม แสดงความคิดเห็น หรือให้เด็กช่วยการแต่งตอนจบของนิทานใหม่ตามจินตนาการที่เด็กๆอยากให้เป็น (ถ้าเด็กๆอยากแต่งตอนจบของนิทานใหม่เด็กๆอยากให้ตอนจบเป็นอย่างไร เพราะอะไร ? ) หรือให้เด็กวาดภาพสิ่งที่ชอบจากเรื่องถ่ายทอดลงกระดาษตกแต่งให้สวยงามมันก็จะเป็นเรื่องราวที่เด็กถ่ายทอดออกมาจากการฟังครูเล่านิทาน

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่ได้และสามารถนำไปปรับใช้ที่โรงเรียนบ้านขุมคำ


จิตกรรมจิตศึกษา
การออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย กระตุ้นความสนใจของเด็ก การให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม
เช่น กิจกรรมพับกระดาษเล่าเรื่องราว  ให้เด็กๆนั่งเป็นวงกลมครูแจกกระดาษให้เด็กคนแรกแล้วยื่นต่อให้คนถัดไปผู้รับจะไหว้ขอบคุณเพื่อนและผู้ให้ก็จะไหว้ขอบคุณเช่นกัน  จากนั้นเด็กๆลงมือแปลงร่างกระดาษที่อยู่ตรงหน้าตัวเองเป็นอะไรก้อได้ตามจินตนาการ หลังจากนั้นก้อให้เด็กๆเล่าเรื่องต่อกันตามกระดาษที่ตัวเองพับโดยเด็กๆๆแต่ละคนต้องคิดแล้วว่าตัวเองจะเล่าเรื่องต่อจากเพื่อนอย่างไร  เป็นการฝึกทักษะการคิด  การใช้ภาษาในการสื่อสาร  ทักษะการฟัง ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเชื่อมโยงเรื่องราว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กๆให้พัฒนาทักษะหลากหลาย
**กิจกรรมจิตศึกษาวันนี้เข้าร่วมกับห้องพี่ๆ ป.5 วันนี้ครูเส็งพาพี่ๆทำโยคะ เปิดเพลง Spa Music เบาๆ ระหว่างที่ทำกิจกรรมพี่ผู้ชายม่ายฟัง คุยกัน เล่นกัน  ครูเส็งเลยบอกว่าครูเส็งจะรอ รอจนกว่าพี่พร้อม  ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 จากนั้นครูเส็งให้พี่ๆผู้ชายนั่งลงทำสมาธิ 1 นาที แล้วพี่ๆๆก็ยังคุยอยู่และเล่นกัน  ครูเส็งเลยเพิ่มเป็น 2 นาที  3 นาที  จนถึง 5 นาที โดยระหว่างนั้นครูเส็งก้อพาพี่ๆผู้หญิงทำกิจกรรมโยคะก่อนเพื่อรอพี่ผู้ชาย  หลังจากนั้นพี่ผู้ชายเริ่มนิ่งแล้วและรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็กลับมาทำกิจกรรมพร้อมกัน
ครูเส็งพาทำท่าโยคะท่าไหว้พระอาทิตย์  ท่าภูเขา  ท่าเก้าอี้ ท่าละ 5 ครั้ง จากนั้นนั่งลงเบาๆโดยไม่มีเสียง  นั่งท่าเทพบุตร ,เทพธิดา มือจับที่ข้าเท้าทั้งสองข้างแล้วก้มศรีษะลงไปช้าแล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้น (ท่าเต่า)  5 ครั้ง แล้้ว ครูเส็งแยกพี่ๆผู้ชายพบและคุยกันข้างนอก  พี่ๆผู้หญิงครูเปิ้ลก็เลยสวมบทบาทครูหน่อยค่ะ เล่าประสบการณ์การเรียนก่อนที่จะมาเป็นครู เพราะ พี่อ้อแอ้ถามครูเปิ้ลว่าทำไมครูถึงได้เป็นครูค่ะ ก็เลยเข้าทางครูเปิ้ลเลยค่ะ  ก็เลยเล่าประสบการณ์การเรียนตอนมหาวิทยาลัยเพื่อสอดแทรกความรับผิดชอบของตัวเองที่ต้องที่ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนี้เลย  เพราะเวลาที่พี่ๆเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ไกลบ้าน พี่ต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง ทั้งการมาเรียน  ซักผ้าเอง  ตื่นนอนเอง งานทุกอย่างพี่ก็ต้องดูแลตัวเอง อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเค้าจะไม่มาคอยตามงานให้ เหมือนที่ครูเส็งตามงานพี่ๆทุกวันอย่างนี้นะค่ะ พี่ๆต้องรับผิดชอบตัวเอง รู้หน้าที่ว่าตัวเองมาทำอะไร และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุดเพื่อตัวเราเอง และคุณพ่อคุณแม่ เพราะวันไหนที่เราทำอะไรผิดลงไปเมื่อไหร่เราเองก็ไม่อาจหวนกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน  พี่ๆทุกคนตั้งใจฟังดีมากเลยค่ะ ครูเปิ้ลเองก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่่วนหนึ่งในการช่วยครูเส็งค่ะ
การสอนบูรณาการโดยโครงงาน (PBL)
บูรณาการที่นี่จะให้เด็กเรียนรู้จากปัญหาจริงที่เกิดขึ้นและเด็กสนใจ  เด็กจะวางแผนในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยที่ครูจะใช้เครื่องมือคิดต่างๆที่ให้ได้มาซึ่งเรื่องที่เด็กๆอยากเรียนรู้จริงๆและค้นหาปัญหาในเรื่องนั้น ปะทะกับปัญหาจริงๆ และได้รู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือคิดของครูว่าเครื่องมือนี้ใช้ยังไง ทำไมต้องใช้เครื่องมือนี้  และเด็กๆที่นี่เวลาทำงานเขาจะตกแต่งงานด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวข้อง  การไล่สี  ซึ่งทำเป็นตั้งแต่ชั้น ป.1 น่าทึ่งมากงานที่ออกมาสวยมากเลยค่ะ 

การเข้าสู่วิถี
ครูที่นี่จะมีความสนิทสนมกับเด็กๆๆมากเด็กๆที่นี่รู้เวลากันทุกคน รู้ว่าตังเองกำลังทำอะไรอยู่  เวลานี่เป็นเวลาอะไร  และต้องทำอะไร  ซึ่งอยู่ที่โรงเรียนบางครั้งครูต้องคอยบอกตลอด  มีการประชุมคุยกันตลอดระหว่างครู  และแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ PLC กันทั้งโรงเรียนทุกวันอาทิตย์  จะได้รู้ว่าแต่ละห้องสอนถึงไหนมีปัญหาอะไรบ้าง  ความก้าวหน้าถึงไหน  เพื่อให้ครูที่ไม่ได้สอนรู้ด้วย

ครูที่ดีต้อง รักเด็กเด็กโดยไม่มีเหตุผล  อย่าปล่อยให้ลูกศิษย์ล้มเหลวแม้แต่คนเดียว ต้องเข้าใจเด็กแต่ละคนเพราะเขามาจากคนละที่ คนละครอบครัว คนละบริบท ถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจและค่อยๆปรับ ครูต้องใจเย็นมากๆ
คำคม  ไม่มีนักเรียนคนไหนเรียนรู้ไม่ได้  นอกจากครูที่สอนไม่เป็น  (คุณครูลองคิดทบทวนดูนะค่ะว่าตัวเองเป็นแบบไหน)

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

ประวัติส่วนตัว

                      
                   
ชื่อนางสาวดาวร  แท่นหิน  ชื่อเล่น เปิ้ล  เบอร์โทร  0847990014
                       มีพี่น้องทั้งหมด 2 คน มีพี่ชาย 1 คน
                   ประวัติการศึกษา       อนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนค่ายบกหวาน
                                                      มัธยมศึกษาตอนต้น  โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 14
                                               มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร
                                                                อุดมศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  สาขาการศึกษาปฐมวัย
                                ปัจจุบัน       
ครูสอนเด็กอนุบาลที่โรงเรียนบ้านขุมคำ  อำเภอศรีเชียงใหม่  จังหวัดหนองคาย   43130
ที่อยู่ปัจจุบัน  บ้านเลขที่61หมู่ 2 ตำบลค่ายบกหวาน  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองคาย 43100
คติเตือนใจ
ความพยายามอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่นั่น.......
** ไม่มีเด็กคนไหนที่เรียนรู้ไม่ได้
มีแต่ครูที่สอนไม่เป็น
** ใช่ค่ะเด็กก็คือเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวที่รอการแต่งแต้มสีสัน จากพ่อแม่ คุณครู และบุคคลใกล้ชิด โดยที่เขาจะซึมซับพฤติกรรมต่างๆอย่างที่เขาไม่รู้ตัว ดังนั้น พ่อแม่ คุณครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พวกเขาเหล่านั้น **